Last updated: 9 ก.พ. 2569 | 46 จำนวนผู้เข้าชม |
เจาะลึกเครื่องทำน้ำ DI (Deionized Water) สำหรับอุตสาหกรรม: เลือกอย่างไรให้คุ้มค่าและได้มาตรฐาน?
ในโลกของอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาความสะอาดของน้ำในระดับสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การใช้งานในห้องปฏิบัติการ (Lab) หรือกระบวนการชุบโลหะ "น้ำ DI" หรือ Deionized Water คือหัวใจสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ เพราะสิ่งปนเปื้อนเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงความเสียหายมหาศาลต่อชิ้นงาน
วันนี้ Green Flow Water จะพาคุณไปเจาะลึกว่าเครื่องทำน้ำ DI มีกี่แบบ และเทคนิคการเลือกใช้งานให้คุ้มค่ากับเม็ดเงินลงทุนมากที่สุดครับ
น้ำ DI (Deionized Water) คืออะไร? ทำไมต้องเน้นมาตรฐาน?
น้ำ DI คือน้ำที่ผ่านกระบวนการดึงเอาไอออนของสารละลายแร่ธาตุออกทั้งหมด โดยใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนไอออน (Ion Exchange) ทำให้น้ำที่ได้มีความบริสุทธิ์สูงมาก ซึ่งตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดคือค่า Conductivity (การนำไฟฟ้า) ที่ต้องต่ำมาก (มักวัดเป็นหน่วย $\mu S/cm$) หรือค่า Resistivity (ความต้านทานไฟฟ้า) ที่ต้องสูง (หน่วย $M\Omega\cdot cm$)
1. เปรียบเทียบระบบ: Mixed Bed Resin vs RO + DI แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?
การจะเลือกเครื่องทำน้ำ DI ให้คุ้มค่า ต้องเริ่มจากการเลือก "กระบวนการ" ให้เหมาะสมกับคุณภาพน้ำดิบและปริมาณการใช้ครับ
ระบบ Mixed Bed Resin (Single Stage)
เป็นการใช้ถังกรองเรซิ่นที่ผสมทั้ง Cation และ Anion ไว้ในถังเดียว
ข้อดี: ลงทุนเบื้องต้นต่ำ ติดตั้งง่าย ไม่ซับซ้อน
เหมาะสำหรับ: โรงงานที่มีการใช้น้ำปริมาณไม่มาก หรือใช้น้ำประปาที่มีค่าสารละลาย (TDS) ต่ำอยู่แล้ว
ระบบ RO + DI (Double Stage)
คือการนำน้ำผ่านระบบ Reverse Osmosis (RO) เพื่อกรองสารละลายออกไปก่อน 95-99% แล้วจึงส่งต่อไปยังชุดกรอง DI
ข้อดี: ถังกรอง DI จะทำงานน้อยลงมาก ทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนสารกรองบ่อย ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว (Opex) ได้มหาศาล
เหมาะสำหรับ: การผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่ต้องการน้ำต่อเนื่องและต้องการควบคุมมาตรฐานน้ำให้คงที่ตลอดเวลา
2. การวัดค่า Conductivity และ Resistivity: หัวใจของมาตรฐานน้ำ DI
การติดตั้งเครื่องทำน้ำ DI ที่ดี ต้องมีระบบ Monitoring ที่แม่นยำ เพราะเราไม่สามารถมองเห็นความบริสุทธิ์ของน้ำได้ด้วยตาเปล่า
เครื่องวัดออนไลน์ (Online Meter): ควรมีหน้าจอแสดงค่าแบบ Real-time เพื่อป้องกันน้ำที่ไม่ได้มาตรฐานหลุดเข้าสู่กระบวนการผลิต
จุดติดตั้งเซนเซอร์: ควรติดตั้งหลังถังกรอง DI ทันที เพื่อให้ทราบสถานะของสารกรองว่า "อิ่มตัว" แล้วหรือยัง
3. เทคนิคการดูแลรักษา Anion/Cation Resin ให้ใช้งานได้นาน
ปัญหาที่พบบ่อยคือ "สารกรองเสื่อมสภาพเร็วเกินไป" ซึ่ง Green Flow Water ขอแนะนำเคล็ดลับการดูแลดังนี้:
การ Pre-treatment: ต้องมั่นใจว่าน้ำที่เข้าสู่ระบบ DI ไม่มีคลอรีนหลงเหลืออยู่ เพราะคลอรีนจะทำลายโครงสร้างของเม็ดเรซิ่นอย่างถาวร
การล้างคืนรูป (Regeneration): หากใช้ระบบที่สามารถล้างคืนรูปได้ ต้องใช้เคมี (Acid/Alkali) ที่มีความบริสุทธิ์สูงและตามสัดส่วนที่วิศวกรกำหนด
การป้องกัน Organic Fouling: ในน้ำดิบที่มีสารอินทรีย์สูง ควรมีชุดกรอง Carbon หรือสารกรองจำพวก Organic Scavenger ก่อนเสมอ
สรุป: ลงทุนกับเครื่องทำน้ำ DI อย่างไรให้คุ้มค่า?
การเลือกเครื่องทำน้ำ DI ไม่ใช่แค่การเลือกเครื่องที่ราคาถูกที่สุด แต่คือการเลือก "ระบบที่ออกแบบมาเพื่อสภาพน้ำของคุณ" การใช้ระบบ RO ร่วมกับ DI อาจดูเป็นการลงทุนที่สูงในตอนแรก แต่เมื่อคำนวณค่าสารกรองและการหยุดชะงักของไลน์ผลิตแล้ว ระบบนี้มักจะคืนทุนได้รวดเร็วและคุ้มค่ากว่าในระยะยาว
FAQ (คำถามที่พบบ่อย)
Q: น้ำ DI ดื่มได้หรือไม่?
A: ไม่แนะนำให้ดื่มครับ เพราะน้ำ DI มีความบริสุทธิ์สูงมากจนไม่มีแร่ธาตุที่จำเป็น และมีคุณสมบัติในการดึงดูดแร่ธาตุจากร่างกาย อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้
Q: ค่า Conductivity ของน้ำ DI ควรเป็นเท่าไหร่?
A: ขึ้นอยู่กับประเภทอุตสาหกรรม โดยทั่วไปสำหรับอุตสาหกรรมทั่วไปจะอยู่ที่ < 1-10 $\mu S/cm$ แต่ถ้าเป็นระดับ High Purity อาจต้องต่ำกว่า 1 $\mu S/cm$
Q: สารกรองเรซิ่น DI อยู่ได้นานแค่ไหน?
A: ขึ้นอยู่กับปริมาณสารละลายในน้ำดิบ (TDS) และปริมาณการใช้น้ำ หากมีการกรอง RO นำหน้า สารกรอง DI อาจอยู่ได้นาน 6-12 เดือน หรือมากกว่านั้น
ปรึกษาเรื่องระบบน้ำ DI กับมืออาชีพ: หากคุณต้องการออกแบบระบบน้ำ DI สำหรับโรงงาน หรือต้องการตรวจสอบมาตรฐานน้ำให้ได้ตามที่อุตสาหกรรมกำหนด Green Flow Water พร้อมให้คำปรึกษาโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ
ติดต่อเรา:
โทร: 02-8110578, 082-082-9082
Line: @watersystems
ที่ตั้ง: อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร